วันอาทิตย์ที่ 22 กันยายน พ.ศ. 2556

ย้อนหลัง 9 กันยายน 2556

อักษรนำ

อักษรนำ
      อักษรนำ คือ พยัญชนะ 2 ตัวเรียงกัน ประสมสระเดียว พยัญชนะตัวแรกของคำ จะอ่านออกเสียง อะ  กึ่งเสียง พยัญชนะตัวหลังจะอ่านออกเสียงตามสระที่ประสม และอ่านออเสียงวรรณยุกต์ติดตามมาพยัญชนะตัวแรก เช่น   ขยับ    ขะ - หยับ  
, จมูก    จะ - หมูก    ,   ฉลาม ฉะ - หลาม ,  ตลาด  ตะ หลาด   ,  อย่า อยู่ อย่าง อยาก
          หง-หญ-หน-หม-หย-หร-หล-หว เป็นพยัญชนะสองตัวเรียงกัน เรียกว่า อักษรนำ ตัว ห เป็นอักษรนำ ไม่อ่านออกเสียง แต่อ่านออกเสียงอักษรตัวหลังตามอักษรนำ
  คำที่มี ห นำ ง   เช่น 
         บุหงา เหงาหงอย รากเหง้า แหงนหน้า เจ็บเหงือก หงุดหงิด สัปหงก เดือนหงาย
กลัวหงอ หง่างเหง่ง หงอนไก่ ใบหงิก หงุงหงิง หงึกหงึก หงิมหงิม เหงื่อไหล รากเหง้า ผมหงอก หงุบหงับ เมาหงำ แก่หง่อม
   คำที่มี ห นำ ญ  เช่น
         ผู้หญิง ยิ่งใหญ่ ใบหญ้า
   คำที่มี ห นำ น  เช่น
       เสื้อหนา น้อยหน่า ใบหน้า เบื่อหน่าย เหน็ดเหนื่อย หน้าหนาว มีหนวด ใครหนอ ริมหนอง มีหนาม ใบหนาด หนักหน่วง เป็นเหน็บ ตัวหนอน หูหนวก ดูหนัง ทิศเหนือ ไปไหน ไล่หนี เป็นหนี้ นิดหน่อย อิ่มหนำ กระหน่ำ เป็นหนุ่ม หนูหนุ่ย อุดหนุน ดินเหนียว
  คำทีมี ห นำ ม  เช่น 
          ห่อหมก เงินหมด หม่นหมอง สวมหมวก ตีหมา กินหมาก หมวดหมู่ ดูหมอ สมหมาย
เสื้อใหม่ ในหม้อ สายหมอก มีหมอน ใบหม่อน ม้าหมุน นอนหมอบ กำหมัด เป็นหมัน
หมั่นหา ปะหม่า คว้าหมับ หมักหมม แม่หม้าย หลายหมื่น เข็มหมุด น้องหมวย ผ้าไหม ไฟไหม้ แหวนหมั้น
   คำที่มี ห นำ ย  เช่น
    ใบหยก น้ำหยด หยิบหย่ง หยิกหยอก ตัดหยวก หมูหยอง หยุดหย่อน สวนหย่อม วิ่งหยอย หยักศก 
ขาหยั่ง
  หยากไย่ ใบหย่า หยาบคาย เหยียดหยาม เย่อหยิ่ง ลูกหยี หยุกหยิก หยุมหยิม หยูกยา หยาดเหงื่อ กระหยิ่ม
   คำที่มี ห นำ ร  เช่น
     บุหรี นี่หรือ หรูหรา จิ้งหรีด หนูหริ่ง สำหรับ ขี้เหร่  สึกหรอ
  คำที่มี ห นำ ล  เช่น
        บุญเหลือ เสื้อเหลือง สองโหล ห้าหลา แซ่หลี เกาเหลา หมู่เหล่า มีเหล้า รูปหล่อ หลอกล่อ ลืมหลง พุ่งแหลน ติดหล่ม นอนหลับ ข้าวหลาม งูเหลือม เจ้าหล่อน วิ่งหลบ เสื้อหลวม น้ำไหล หัวไหล่ ทีหลัง หลั่งมา หลากหลาย ตกหลุม ประหลาด ปลาหลด
   คำที่มี ห นำ ว  เช่น
      เสียงหวอ หาวหวอด จังหวะ มีหวัง เป็นหวัด หวาดหวั่น ว้าเหว่ ระหว่าง หวั่นไหว ของหวาน วาบหวาม เส้นหวาย หวุดหวิด หวิวหวิว นกหวีด สองหวี แมลงหวี่ เสียงหวูด  หวือหวา ไถหว่าน ต้นหว้า ไหว้พระ แหวกว่าย




ย้อนหลัง 2 กันยายน 2556

                               เครื่องหมายวรรคตอน
    เครื่องหมายวรรคตอน หมายถึงเครื่องหมายต่างๆ ที่ใช้ในการคั่นข้อความต่างๆ หรือเเบ่งวรรคเพื่อประโยชน์ในการเขียนหรืออ่านข้อความได้ถูกต้องชัดเจน
เครื่องหมายวรรคตอนที่นิยมใช้อยู่ในปัจจุบัน มีดังนี้
๑.  มหัพภาคหรือจุด ( . ) ใช้เขียนหลังอักษรย่อหรือคำย่อ เช่น
      กทม.  (กรุงเทพมหานคร)                           โทร.    (โทรศัพท์)
      พ.ศ.    (พุทธศักราช)                                   ร.ร.      (โรงเรียน)
      ส.ส.    (สมาชิกสภาผู้เเทนราษฎร)              ด.ช.    (เด็กชาย)
การเขียนตัวย่อหรือคำย่อต้องเป็นคำที่รู้จักกันทั่วๆ ไป การอ่านอักษรย่อ หรือคำย่อต้องอ่านเต็มคำ
นอกจากนี้ ยังใช้เขียนไว้หลังตัวเลขหรืออักษรที่บอกจำนวนข้อ เช่น
      ๑.  เขียนเเนวคิดให้กระจ่าง
      ๒.  ร่างโครงเรื่องให้เป็นระเบียบ
      ๓.  เรียบเรียงเนื้อความให้สมบูรณ์
และเขียนไว้หลังตัวเลข บอกจุดทศนิยมหรือเศษของจำนวนเต็ม เช่น
      ๔.๐๐        อ่านว่า      สี่จุดศูนย์ศูนย์
      ๑๑.๔๐     อ่านว่า      สิบเอ็ดจุดสี่ศูนย์
๒.  สัญประกาศหรือขีดเส้นใต้ (             ) ใช้ขีดเส้นใต้คำถามหรือข้อความเพื่อเเสดงให้รู้ว่าเป็นตอนสำคัญหรือควรสังเกต เช่น
      นักเรียนคิดว่าการกระทำของสุนัขจิ้งจอกดีหรือไม่
     เขาไม่ใช้คนใจน้อย เเต่เขารู้สึกน้อยใจ
๓.  ไปยาลใหญ่ ( ฯลฯ ) ใช้เขียนหลังคำหรือข้อความที่ยังไม่จบ ยังมีข้อความต่อไปและข้อความนั้นจะต้องเป็นประเภทเดียวกัน การอ่านเครื่องหมาย ฯลฯ ให้อ่านเครื่องหมายนี้ว่า ละ เช่น 
       ฉันชอบกินผลไม้หลายชนิด เช่น เเตงโม ส้ม ฯลฯ 
       อ่านว่า ฉันชอบกินผลไม้หลายชนิด เช่น เเตงโม ส้ม ละ
๔.  ไปยาลน้อย ( ฯ ) ใช้เขียนท้ายคำเพื่อละความส่วนหลังซึ่งทำให้คำสั้นลงเเต่เวลาอ่านต้องอ่านเต็มทั้งข้อความเช่น
      เข้าเฝ้าฯ         อ่านว่า        เข้าเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท
      น้อมเกล้าฯ     อ่านว่า        น้อมเกล้าน้อมกระหม่อม
      กรุงเทพฯ        อ่านว่า       กรุงเทพมหานคร
๕.  ยัติภังค์ ( - ) เป็นเครื่องหมายต่อคำ มีดังนี้
      ๕.๑  ใช้สำหรับขีดท้ายส่วนเเรกของคำที่อยู่สุดบรรทัดกับส่วนท้ายของคำที่อยู่อีกบรรทัดหนึ่งเพื่อให้รู้ว่าเป็นคำเดียวกัน (แต่ไม่นิยมใช้) เช่น
      ในสมัยก่อนคนไทยมีวิถีชีวิตอยู่ใกล้ชิดธรรมชาติเป็นอย่างมาก ดังจะเห็นได้จากสำนวนภาษา ธรรมเนียม ประเพณีต่าง ๆ ที่สอด-คล้อง และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม 
      ๕.๒  ใช้เเยกพยางค์เพื่อบอกคำอ่าน เช่น
               วานร อ่านว่า วา-นอน
               เพลา (แปลว่า เวลา) อ่านว่า เพ-ลา 
      ๕.๓  ใช้กำหนดข้อความหรือหัวข้อย่อย เช่น
               ประโยคประกอบด้วย ๒ ภาค ดังนี้
               -  ภาคประธาน
               -  ภาคเเสดง
      ๕.๔  ถ้าใช้กับตัวเลขจะเเทนคำว่า ถึง เช่น
               โรงเรียนกำหนดวันหยุดสงกรานต์ตั้งแต่วันที่ ๑๒-๑๔ เมษายน นี้
๖.  ทับ ( / ) ใช้คั่นระหว่างตัวเลข เพื่อเเบ่งความหมายของตัวเลขที่อยู่หน้าเเละหลัง เช่น
      ป. ๕/๒  อ่านว่า  ปอ-ห้า-ทับ-สอง
      หมายถึง  ชั้นประถามศึกษาปีที่    ห้องที่ 
      บ้านเลขที่  ๔๗/๕๒  อ่านว่า  บ้าน-เลก-ที่-สี่-สิบ-เจ็ด-ทับห้า-สอง 
      หมายถึง  บ้านเลขที่ ๔๗ หลังที่ ๕๒
๗.  บุพสัญญา ( " ) ใช้เขียนเเทนคำหรือข้อความที่เหมือนกับคำหรือข้อความในบรรทัดบน การอ่านให้อ่านซ้ำคำหรือข้อความที่อยู่บรรทัดบน เช่น
      แบงค์       ใช้คำไทยว่า          ธนาคาร
      รถเมล์               "                    รถประจำทาง
      โฮเต็ล               "                    โรงเเรม




ย้อนหลัง 26 สิงหาคม 2556

ศิลาจารึกพ่อขุนรามคำแหงมหาราช
       ศิลาจารึกเป็นหลักฐานอย่างหนึ่งที่บรรพชนสมัยโบราณสร้างขึ้นเพื่อถ่ายทอดเรื่องราวให้อนุชนรุ่นหลังได้ทราบเรื่องที่เกิดขึ้นในอดีตในช่วงเวลาที่มีการจารึกศิลานั้นๆ นอกจากนี้ศิลาจารึกยังเป็นหลักฐานสำคัญอย่างหนึ่งในการศึกษาวิชาประวัติศาสตร์และโบราณคดี การจัดลำดับความสำคัญของหลักฐานและเอกสารอ้างอิงนั้น ถือกันว่าศิลาจารึกเป็นเอกสารข้อมูลปฐมภูมิ (primary source) ที่มีคุณค่าใช้อ้างอิงได้
        ศิลาจารึกเก่าที่สุดที่พบในประเทศไทย เท่าที่มีหลักฐานทางศักราชปรากฏอยู่ด้วยคือ จารึกเขาน้อย พบที่เขาน้อย อำเภออรัญประเทศ จังหวัดปราจีนบุรี สร้างขึ้นในปีพุทธศักราช 1180 จารึกที่พบทั่วไปในประเทศไทยใช้อักษรต่างๆ กัน เช่น อักษรปัลลวะ อักษรมอญโบราณ อักษรขอมโบราณ
      จารึกที่คนไทยทำขึ้นปรากฏหลักฐานในต้นพุทธศตวรรษที่ 19 เมื่อคนไทยก่อตั้งอาณาจักรสุโขทัยขึ้นในแถบลุ่มแม่น้ำยม พ่อขุนรามคำแหงมหาราช กษัตริย์พระองค์ที่ 3 แห่งราชวงศ์สุโขทัยได้ประดิษฐ์ลายสือไทยขึ้นในปีพุทธศักราช 1826 ลายสือไทยในศิลาจารึกพ่อขุนรามคำแหงมหาราช (ศิลาจารึกหลักที่ 1) เป็นจารึกอักษรไทยที่เก่าที่สุด และไม่มีลักษณะของรูปอักษรไทยที่แห่งใดจะเก่าเท่า แม้ว่าจะได้พบจารึกอักษรไทยจำนวนมากในทุกภาคของประเทศไทย แต่หลักฐานการค้นพบปรากฏว่า จารึกเหล่านั้นมีอายุอยู่ระหว่างพุทธศตวรรษที่ 20 ลงมาทั้งสิ้น รูปอักษรไทยสมัยสุโขทัยได้เป็นแม่แบบของรูปอักษรไทยทั่วไปในสมัยปัจจุบัน
            จารึกรูปอักษรสมัยพ่อขุนรามคำแหงมหาราชได้วิวัฒนาการเป็นจารึกรูปต่างๆ คือ 

1. จารึกอักษรไทยสมัยสุโขทัย ได้แก่จารึกพ่อขุนรามคำแหงมหาราช จังหวัดสุโขทัย จารึกวัดพระยืน จังหวัดลำพูน
               และจารึกวัดเขากบ จังหวัดนครสวรรค์
          2. จารึกอักษรไทยอยุธยา เช่น จารึกแผ่นดีบุกวัดมหาธาตุ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา
           3. จารึกอักษรไทยล้านนา เช่น จารึกวัดปราสาท จังหวัดเชียงราย
           4. จารึกอักษรไทยอีสาน เช่น จารึกวัดแตนเมือง จังหวัดหนองคาย
           5. จารึกอักษรธรรม เช่น จารึกวัดถ้ำสุวรรณคูหา จังหวัดอุดรธานี 



ย้อนหลัง 19 สิงหาคม 2556

คำที่ใช้บ่อยและมักเขียนผิด

1. สำอาง 
แปลว่า เครื่องแป้งหอม งามสะอาด ที่ทำให้สะอาด
มักเขียนผิดเป็นคำว่า “สำอางค์” 
2. พากย์
แปลว่า คำพูด คำกล่าวเรื่องราว ภาษา
มักเขียนผิดเป็นคำว่า “พากษ์” 
3. เท่
แปลว่า เอียงน้อยๆ โก้เก๋
มักเขียนผิดเป็นคำว่า “เท่ห์
4.โล่
แปลว่า เครื่องปิดป้องศัตราวุธ ชื่อแพรเส้นไหมโปร่ง
มักเขียนผิดเป็นคำว่า “โล่ห์” 
5. ผูกพัน
แปลว่า ติดพัน เอาใจใส่ รักใคร่
มักเขียนผิดเป็นคำว่า “ผูกพันธ์” 
6. ลายเซ็น
แปลว่า ลายมือชื่อ
มักเขียนผิดเป็นคำว่า “ลายเซ็นต์
7. อีเมล
แปลว่า จดหมายอิเล็กทรอนิกส์
มักเขียนผิดเป็นคำว่า ”อีเมล์” 

8. แก๊ง
แปลว่า กลุ่มคนที่ตั้งเป็นพวก(ในทางไม่ดี)
มักเขียนผิดเป็นคำว่า “แก๊งค์หรือไม่ก็ “แกงค์
9. อนุญาต
แปลว่า ยินยอม ยอมให้ ตกลง
มักเขียนผิดเป็นคำว่า “อนุญาต
10. สังเกต
แปลว่า กำหนดไว้ หมายไว้ ดูอย่างถ้วนถี่
มักเขียนผิดเป็นคำว่า “สังเกตุ” 
11. ออฟฟิศ
แปลว่าสำนักงาน ที่ทำการ
มัก เขียนผิดเป็นคำว่า “ออฟฟิส” ไม่ก็ “ออฟฟิต” คำนี้มาจากภาษาอังกฤษคำว่า “office”
12. อุตส่าห์
แปลว่า บากบั่น ขยัน อดทน
มักเขียนผิดเป็นคำว่า “อุดส่า” 
13. โคตร
แปลว่า วงศ์สกุล เผ่าพันธุ์ ต้นตระกูล
มัก เขียนผิดเป็นคำว่า “โครต” 
14. ค่ะ
แปลว่า คำรับที่ผู้หญิงใช้
มัก เขียนผิดเป็นคำว่า “คะ”  
15. เว็บไซต์
แปลว่า (มาจากภาษาอังกฤษคำว่า “web” แปลว่า ใยแมงมุม ตาข่าย และ “site” แปลว่า กำหนดสถานที่ตั้ง ตั้งอยู่)มักเขียนผิดเป็นคำว่า “เวปไซด์” 
16.โอกาส
แปลว่า ช่อง จังหวะ เวลาที่เหมาะ
มักเขียนผิดเป็นคำว่า “โอกาศ” 
17.เกม
แปลว่า การแข่งขันการละเล่นเพื่อนความสนุก ลักษณะนามเรียกการแข่งขันจบลงคราวหนึ่งๆ
มักเขียนผิดเป็นคำว่า “เกมส์

 18.ไหม
แปลว่า ชื่อแมลงชนิดหนึ่งมีใยใช้ทอผ้า เป็นคำถาม
มักเขียนผิดเป็นคำว่า “มั้ย” 



                                                   

ย้อนหลัง 5 สิงหาคม 2556

คำราชาศัพท์
ความหมายของคำราชาศัพท์
        
    คำราชาศัพท์ คือ คำสุภาพที่ใช้ให้เหมาะสมกับฐานะของบุคคลต่างๆ คำราชาศัพท์เป็นการกำหนดคำและภาษาที่สะท้อนให้เห็นถึงวัฒนธรรมอันดีงามของ ไทย แม้คำราชาศัพท์จะมีโอกาสใช้ในชีวิตน้อย แต่เป็นสิ่งที่แสดงถึงความละเอียดอ่อนของภาษาไทยที่มีคำหลายรูปหลายเสียงใน ความหมายเดียวกัน และเป็น ลักษณะพิเศษของภาษาไทย โดยเฉพาะ ซึ่งใช้กับบุคคลกลุ่มต่างๆ ดังต่อไปนี้

1.      พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ
2.      พระบรมวงศานุวงศ์
3.      พระภิกษุสงฆ์ สามเณร
4.      ขุนนาง ข้าราชการ
5.      สุภาพชน
       
      บุคคลในกลุ่มที่ 1 และ 2 จะใช้ราชาศัพท์ชุดเดียวกัน เช่นเดียวกับบุคคลในกลุ่มที่ 4 และ 5 ก็ใช้คำราชาศัพท์ในชุดเดียวกันและเป็นคำราชาศัพท์ที่เราใช้อยู่เป็นประจำใน สังคมมนุษย์เราถือว่าการให้เกียรติแก่บุคคลที่เป็นหัวหน้าชุมชน หรือผู้ที่ชุมชนเคารพนับถือนั้น เป็นวัฒนธรรมอย่างหนึ่งของมนุษยชาติ ทุกชาติ ทุกภาษา ต่างยกย่องให้เกียรติแก่ผู้เป็นประมุขของชุมชนด้วยกันทั้งสิ้น ดังนั้นแทบทุกชาติ ทุกภาษาจึงต่างก็มี คำสุภาพ สำหรับ ใช้กับประมุขหรือผู้ที่เขาเคารพนับถือ จะมากน้อยย่อมสุดแต่ขนบประเพณีของชาติ และจิตใจของประชาชนในชาติว่ามีความเคารพในผู้เป็นประมุขเพียงใด เมืองไทยเราก็มีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขของชาติ และพระประมุขของเรา แต่ละพระองค์ทรงพระปรีชาสามารถ จึงทำให้ประชาชนส่วนใหญ่มีความ เคารพสักการะอย่างสูงสุดและมีความจงรกภักดีอย่างแนบแน่นตลอดมานับตั้งแต่ โบราณกาลจนถึงปัจจุบันคำราชาศัพท์เริ่มมีมาตั้งแต่สมัยใด
       
      ในแหล่งอ้างอิงบางฉบับได้ให้ข้อสันนิษฐานไว้ว่า คนไทยเริ่มใช้คำราชาศัพท์ในรัชสมัยพระธรรมราชาลิไท พระร่วงองค์ที่ 5 แห่งสุโขทัย เพราะศิลาจารึกต่างในแผ่นดินนั้น รวมทั้งบทพระราชนิพนธ์ของท่าน คือ ไตรภูมิพระร่วง ปรากฏว่ามีคำราชาศัพท์อยู่หลายคำ เช่น ราชอาสน์ พระสหาย สมเด็จ ราชกุมาร เสด็จ บังคม เสวยราชย์ ราชาภิเศก เป็นต้น

ภาษาที่ใช้คำราชาศัพท์
        
     คำราชาศัพท์มิได้มีที่มาจากภาษาไทยภาษาเดียว ด้วยว่าการใช้คำราชาศัพท์เป็นการใช้ด้วยตั้งใจ จะทำให้เกิดความรู้สึกยกย่อง เทิดทูน จึงได้เจาะจงรับคำในภาษาต่างๆ ที่มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับไทยมาใช้เป็นพิเศษ โดยเฉพาะภาษาที่นับถือกันว่าเป็นภาษาสูงและศักดิ์สิทธิ์ คำราชาศัพท์ส่วนใหญ่จึงมีที่มาจากภาษาต่างประเทศมากมาย อย่างไรก็ตามก็ยังมีคำราชาศัพท์จำนวนไม่น้อยที่ใช้คำภาษาไทยแท้ ซึ่งเป็นคำสามัญยกระดับขึ้นเป็นคำราชาศัพท์ ดังนั้นจึงอาจกล่าวได้ว่าคำราชาศัพท์นั้นมีที่มาจากทั้งภาษาต่างประเทศและ ภาษาไทยของเราเอง ดังจะได้พิจารณาต่อไปนี้จากภาษาต่างประเทศ
        
    ตั้งแต่สมัยโบราณมา คนไทยได้ติดต่อกับคนต่างชาติต่างภาษามากมาย ในบรรดาภาษาทั้งหลายเหล่านั้น มีบางภาษาที่เรายกย่องกันว่าเป็นภาษาสูงและศักดิ์สิทธิ์ ซึ่งก็ได้แก่ ภาษาเขมร บาลี และสันกฤต ภาษาอื่นๆก็นำมาใช้เป็นคำราชาศัพท์บ้าง แต่ก็ไม่มากและสังเกตได้ชัดเจนเท่า 3 ภาษาที่กล่าวแล้ว






ย้อนหลัง 29 กรกฎาคม 2556

สุภาษิตและคำพังเพย

     สำนวน หมายถึง คำกล่าวสั้นๆๆ กระชับรัดกุ้ม แต่ไม่มีความหมายตรงตามตัวอักษร จะมีความหมายแปลกไปจากความหมายเดิมที่ใช้กันเป็นปกติในวัฒนธรรม เช่น จูงจมูก หมายถึง ยอมให้คนอื่นพาหรือนำไปทางไหน ทำอะไรก็ได้ ต่อยหอย หมายถึง พูดไม่หยุดปาก ถอยหลังเข้าคลอง หมายถึง ถอยกลับไปสู่ยุคเก่าหรือแบบเก่า 
        สุภาษิต หมายถึง ข้อความสั้นๆ กะทัดรัด แต่มีความหมายชัดเจนลึกซึ้ง มีคติสอนใจ หรือให้ความจริงเกี่ยวกับคววามคิดและแนวปฏิบัติ ซึ่สามารถพิสูจน์ เชื่อถือได้ เช่น แพ้เป็นพระ ชนะเป็นมาร น้ำเชี่ยวอย่าขวางเรือ 
        คำพังเพย มีลักษณะคล้ายสุภาษิตและเกือบเป็นสุภาษิต แต่ไม่ได้สอนใจหรือให้ความจริงที่สามารถพิสูจน์ได้โดยตรง เป็นคำกล่าวที่มีลักษณะติชม แสดงความเห็นอยู่ในตัว เช่น ถี่ลอดตาช้าง ห่างลอดตาเล็น ตำน้ำพริกละลายแม่น้ำ 
       ถึงแม้จะสามารถแยกว่าคำไหนเป็น สำนวน สุภาษิต คำพังเพย แต่ในทางปฏบัติจริงๆมีปัญหามาก เพราะข้อความหรือคำกล่าวเช่นนี้มีจำนวนมากมีลักษณะคาบเกี่ยวอยู่ระหว่างสำนวน สุภาษิต คำพังเพย จนไม่อาจตัดสินเด็ดขาดว่าอยู่ไหนประเภทไหน เช่น น้ำขึ้นให้รีบตัก(เป็นสำนวน เพราะความหมายไม่ตรงตามอักษร เป็นคำพังเพย เพราะกล่าวติชมแสดงความเห็นเกี่ยวกับคนที่ฉวยโอกาส เป็นสุภาษิต เพราะให้คติสอนใจว่า เมื่อมีโอกาส จงรีบทำกิจการให้ได้รับผลสำเร็จ) น้ำลดต่อผุด (เป็นสำนวน เพาระ ความหมายไม่ตรงตามอักษร เป็นคำพังเพย เพราะ กล่าวติหรือเย้ยหยัน คนทำชั่วที่ความชั่วนั้นได้ปรากฏขึ้น เป็นสุภาษิต เพราะ สอนความจริงที่ว่า ความชั่ว ความผิดพลาดนั้น ไม่สามารถปิดบังได้ตลอดไป) เพราะเหตุนี้จะไม่เน้นความสามารถในการแยกประเภทแต่จะเน้นความหมาย เพื่อจะนำไปใช้ได้ถูกต้องตามกาลเทศะและบุคคลในสถานการณ์ต่างๆ(วัฒนธรรมในการใช้ภาษา) 




ย้อนหลัง 15 กรกฎาคม 2556

                   ภาษาอังกฤษในภาษาไทย
คำยืมที่มาจากภาษาอังกฤษ
ภาษาอังกฤษเป็นภาษาในตระกูลอินโด-ยุโรเปียน มีวิภัตติปัจจัย เช่นเดียวกับภาษาบาลี-สันสกฤต ภาษาอังกฤษได้รับความนิยมใช้เป็นภาษาเพื่อการสื่อสารมากที่สุด มีประเทศต่าง ๆ ยอมรับภาษาอังกฤษเป็นภาษาราชการ ภาษาอังกฤษจึงกลาย เป็นภาษาสากลของชาวโลก คนไทยได้ศึกษาภาษาอังกฤษเป็นภาษาที่สองมาเป็นเวลานาน จนภาษาอังกฤษเข้ามามีอิทธิพลต่อชีวิตของคนไทยมากขึ้น ทั้งในด้านการพูดและการเขียนสื่อสารในชีวิตประจำวัน โดยเฉพาะในปัจจุบันคนไทยศึกษาความรู้และวิทยาการต่าง ๆ จากตำราภาษาอังกฤษ และสนใจเรียนรู้ภาษาอังกฤษกันมากขึ้น คำยืมจากภาษาอังกฤษจึงหลั่งไหลเข้ามาในภาษาไทยมากขึ้นทุกขณะทั้งในวงการศึกษา ธุรกิจ การเมือง การบันเทิง เป็นต้น

การยืมคำภาษาอังกฤษมาใช้ในภาษาไทย
1.      การทับศัพท์ โดยการถ่ายเสียงและถอดตัวอักษร คำยืมจากภาษาอังกฤษโดยวิธีการทับศัพท์มีจำนวนมาก คำบางคำราชบัณฑิตยสถานได้บัญญัติศัพท์เป็นคำไทยแล้ว แต่คนไทยนิยมใช้คำทับศัพท์มากกว่า เพราะเข้าใจง่าย สื่อสารได้ชัดเจน เช่น
คำภาษาอังกฤษ คำทับศัพท์
game
เกม
graph
กราฟ
cartoon
การ์ตูน
clinic
คลินิก
quota
โควตา
dinosaur
ไดโนเสาร์
technology
เทคโนโลยี
 
2.      การบัญญัติศัพท์ เป็นวิธีการยืมคำ โดยรับเอาเฉพาะความคิดเกี่ยวกับเรื่องนั้นมาแล้วสร้างคำขึ้นใหม่ ซึ่งมีเสียงแตกต่างไปจากคำเดิม โดยเฉพาะศัพท์ทางวิชาการจะใช้วิธีการนี้มาก ผู้ที่มีหน้าที่บัญญัติศัพท์ภาษาไทยแทนคำภาษาอังกฤษ คือ ราชบัณฑิตยสถาน เช่น
คำภาษาอังกฤษ คำบัญญัติศัพท์
airport
สนามบิน
globalization
โลกาภิวัตน์
science
วิทยาศาสตร์
telephone
โทรศัพท์
reform
ปฏิรูป
 
3.      การแปลศัพท์ วิธีการนี้จะต้องใช้วิธีการคิดแปลเป็นคำภาษาไทยให้มีความหมายตรงกับคำในภาษาอังกฤษ แล้วนำคำนั้นมาใช้สื่อสารในภาษาไทยต่อไป ดังตัวอย่างเช่น
blackboard
กระดานดำ
enjoy
สนุก
handbook
หนังสือคู่มือ
school
โรงเรียน
short story
เรื่องสั้น

ตัวอย่างคำทับศัพท์ภาษาอังกฤษที่มีใช้ในภาษาไทย 

กราฟ การ์ตูน กิ๊บ กลูโคส กัปตัน แก๊ส กุ๊ก เกียร์ แก๊ง แกลลอน คริสต์มาส ไดนาโม ไดโนเสาร์ ครีม คลอรีน คอนกรีต คลินิก คอนเสิร์ต คอมพิวเตอร์ คุกกี้ เคเบิล เครดิต แคปซูล เคาน์เตอร์ แคลอรี โควตา ชอล์ก ช็อกโกเลต เช็ค เชิ้ต เชียร์ โชว์ ซีเมนต์ เซลล์ ไซเรน ดีเซลดอลลาร์ ดีเปรสชั่น เต็นท์ ทอนซิล เทอม แท็กซี่ แทรกเตอร์ นิโคติน นิวเคลียร์ นีออน นิวเคลียส โน้ต ไนลอน บล็อก เบนซิน แบคทีเรีย ปลั๊ก ปิกนิก เปอร์เซ็นต์ พลาสติก พีระมิด ฟลูออรีน ฟอร์มาลีน ฟังก์ชัน ฟาร์ม ฟิสิกส์ มอเตอร์ มัมมี่ มาเลเรีย โมเลกุล ไมล์ ไมโครโฟน ไมโครเวฟ ยิปซัม ยีราฟ ริบบิ้น เรดาร์ ลิกไนต์ ลิปสติก เลเซอร์ วัคซีน วิตามิน ไวโอลิน 

ตัวอย่างคำยืมที่มาจากภาษาอังกฤษ 

ช็อคโกแลตแสนวิเศษ แก๊สก๊าซเหตุอัคคีภัย
ฟุตบอลล็อกทีมไหน บุกกิงได้ถ้าใครเชียร์
อังกฤษคิดทับศัพท์ หลักเกณฑ์นับจนหัวเสีย
มากมายอ่านจนเพลีย เพื่อนช่วยเคลียร์วิจารณ์ที